ตาขยิบ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๗
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้บวชเป็นพระๆ นี่ไง บวชเป็นพระ เป็นพระปฏิบัติไง ถ้าเป็นพระปฏิบัติ เห็นไหม
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย
เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลสไง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์รวมลงในหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น มันเป็นข้อเท็จจริงๆ ไง
นี่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราก็พระพุทธเจ้า พระธรรมก็ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ก็พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ นั่นน่ะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย สิ่งที่เป็นแก้วสารพัดนึก เป็นที่พึ่งพาที่อาศัย
แล้วพึ่งพาอาศัยของใคร แล้วใครเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติมาให้ขึ้นมาตามความเป็นจริงเหมือนในหัวใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์รวมเป็นหนึ่งเดียวในหัวใจอันนั้น ถ้าหัวใจอันนั้น เอโก ธมฺโม ธรรมอันเอก เอกเพราะมันไม่มีสิ่งใดมายุมาแหย่ มาล่อมาลวง มาปลิ้นมาปล้อน มากะล่อน มาหลอกลวง
แต่ของเราล่ะ
พุทธะ ผู้รู้ แต่ไอ้ที่อารมณ์ความรู้สึกนี้ที่มันปลิ้นมันปล้อน มันพลิกมันแพลงอยู่นี่ มันกะล่อน มันคืออะไร
สิ่งนี้มันคือกิเลสไง เพราะอะไร
เพราะพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานกับอารมณ์ มันคนละอันกัน
อารมณ์ความรู้สึกนี้ อารมณ์ความรู้สึกใครๆ ก็รู้ได้ เด็กไร้เดียงสาไง มันก็เอ๊อะๆ อ๊ะๆ มันไร้เดียงสา มันน่ารักน่าชังอีกต่างหาก คนทางโลกเขาบอกว่ามันไร้เดียงสา มันสะอาดบริสุทธิ์
มันสะอาดบริสุทธิ์ เดี๋ยวมันก็ร้องไห้แล้ว มันไม่พอใจ มันกำมือมันแล้ว นั่นน่ะมันไร้เดียงสา ไร้เดียงสานั่นก็แค่ความรู้สึกของเขา แต่เขารู้สิ่งใดไม่ได้เพราะวุฒิภาวะแค่นั้นไง
ความไร้เดียงสาของเด็กน้อยเติบโตขึ้นมา เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้รู้เท่าทันโลกไง ให้มีมารยาท ให้รู้จักควบคุมอารมณ์ของตัวเอง สิ่งใดที่มันไม่ใช่ของเรา อย่าไปแตะไปต้อง สิ่งใดที่เป็นของเรา เราแสวงหาได้มาเป็นของเราแล้ว เราจะต้องดูแลรักษา รักษาสมบัติของตนไว้ให้เพื่อใช้ประโยชน์กับตัวเอง
นี่ก็เหมือนกัน ฟังธรรมๆ ขึ้นมา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วของเราล่ะ ถ้าของเราให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระแล้วเป็นนักรบ ถ้านักรบ ให้สมกับความเป็นพระ เป็นพระผู้ประเสริฐ
นี่ไง โรงหล่อพระๆ โรงหล่อพระเยอะแยะ แล้วถึงเวลาจะหล่อพระ เรี่ยไรไปทั่วโลก ได้บุญกุศลมากมาย
เวลาเขาหล่อขึ้นมา เวลาเป็นช่างหล่อพระ เขาบอกว่า หลวงพ่ออย่าไปโรงหล่อนะ ถ้าหลวงพ่อไป หลวงพ่อรับไม่ได้เลย เวลาเขาขัดเขาสี เขาเอาตีนเหยียบทั้งนั้นน่ะ เขาเหยียบเขาย่ำของเขานะ ขัดให้มันแวววาว มันจะสวยงามขึ้นมา นี่โรงหล่อพระ
แต่หัวใจล่ะ
ปากว่า ตาขยิบ เวลาปากนี่ แหม! พรั่งพรูออกมาเป็นธรรมะทั้งนั้นน่ะ แต่มันออกมาจากอวิชชา ออกมาจากกิเลสมึงนั่นแหละ เพราะมึงทำความสงบไม่เป็น
มึงทำความสงบมึงจะรู้เลย คนมากมายที่ทำความสงบของใจได้ จะซาบซึ้งถึงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งๆ ที่เขายังไม่รู้ธรรมะเลย ทำความสงบของใจเข้ามา
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตนี้เป็นผู้ศึกษาเป็นผู้ค้นคว้า ถ้าศึกษาค้นคว้า เห็นไหม ปากว่า ตาขยิบ
ปากก็ว่าธรรมะ ขยิบตาเลยนะ
แต่คนที่เขามีสติมีปัญญาเขาเห็นน่ะ คนนี้ไม่ซื่อสัตย์ คนนี้ไม่จริง ปากว่า ปากพูดธรรมะ แต่ตาขยิบ ขยิบเพราะกูไม่รู้ มึงอย่าถามนะ มึงถาม เดี๋ยวกูจนตรอก
มันไม่รู้ไม่เห็นของมันหรอก เพราะมันไม่เป็นความจริงไง
ถ้ามันเป็นความจริง เห็นไหม เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จิตใต้สำนึกว่าจริงหรือเปล่า เป็นไปอย่างนั้นหรือไม่ นรกสวรรค์นี่ก็งงแล้ว ยิ่งผลของวัฏฏะนี่ไปเลย แล้วจะย้อนกลับมาถึงตัวเอง ทำอะไรไม่ได้ คือทำสมาธิไม่เป็น
ที่ทำๆ ตกภวังค์ทั้งนั้นน่ะ กิเลสมันปลิ้นมันปล้อน มันหลอกมันลวง ว่างๆ ว่างๆ
มันอยากให้เป็นไง มันอยากให้เป็นเหมือนธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันอยากให้เป็นไง
นี่ไง ปากว่า ตาขยิบ
ทางโลกเขานะ ไอ้พวกพูดอย่าง ทำอย่าง ปากว่า ตาขยิบ คบไม่ได้ เวลาคบไม่ได้
เวลาเขาแสวงหาที่พึ่งของเขานะ เขาหาคนจริงใจ ถ้าคนจริงใจขึ้นมา เขาซื่อตรงไง ปากกับใจตรงกัน ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ถ้าผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูกแล้ว พยายามฝึกหัดของตนขึ้นมาให้เป็นความจริงขึ้นมา เห็นไหม
ปากว่า ตาขยิบ
แต่ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติทำสมาธิไม่เป็น กิเลสมันขยิบตา เพราะคนคนนั้นไม่รู้ คนคนนั้นไม่รู้
ปากว่า ตาขยิบ มันมีตา มันเป็นธาตุ ๔ มันเห็นๆ ถ้าขยิบตา ตาขยิบนั่นน่ะ คิ้ว ขนตา ตา ไปหมดล่ะ มันรู้มันเห็นเพราะมันเป็นรูปธรรมไง
แต่ถ้าเป็นนามธรรม กิเลสเป็นนามธรรม เวลามันออดอ้อนออเซาะ ปากน่ะว่า เวลาจิตมันนึกขึ้นมา มันคิดของมันเป็นธรรมะๆ แต่เวลากิเลสมันขยิบตาไม่รู้เลยล่ะ งง เฮ้ย! งงไง ไปไม่ถูกหรอก
โธ่!
ทำความสงบของใจเข้ามาให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้าใจสงบ สงบเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เห็นไหม เวลาหลวงปู่มั่น “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร”
จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไรคือขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ถ้าทำสมาธิได้นะ คนที่ทำสมาธิได้ คนมีเงิน คนมีเงินอิ่มอกอิ่มใจ ไม่สนใจอะไรเลย
ไอ้เรามันขี้ทุกข์ขี้ยากไง เงินบาทหนึ่งก็ไม่มี อย่าว่าแต่ร้อยหนึ่งเลย บาทหนึ่งยังหาแทบตาย ร้อยสองร้อย พันหนึ่ง กว่าจะมีตังค์ไง พอมีตังค์ขึ้นมานะ อิ่มอกอิ่มใจ ไม่อยากได้อะไรเลย อิ่มใจ
ขี้ทุกข์ขี้ยาก เงินก็ไม่มี หิวก็หิว แสนกระหาย อยากไปทุกอย่าง ขาดตกบกพร่องไปทั้งนั้น ถ้าไม่ทุกข์ มันก็ไม่ยาก ไม่อด มันก็ไม่อยาก
จิตใจของคนไง เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันไม่มีสิ่งใดเลยไง นี่ไง กิเลสมันขยิบตา เป็นอย่างนั้นๆๆ มันไร้สาระ มันเป็นเรื่องไร้สาระ ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแค่นี้หรือ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติมาแค่นี้ใช่ไหม แค่ที่มึงมาโพนทะนาอยู่นั่นน่ะ ว่างๆ ว่างๆ บรรลุธรรมๆ
ธรรมอะไร มันเป็นเรื่องไร้สาระมาก
แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา เวลาฝึกหัดมันต้องมีข้อวัตร คำว่า “ข้อวัตร” เห็นไหม
ข้อวัตรนี้ หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเอง ใครๆ ก็ว่าบ้านตาดนี้เข้มข้นนัก เคร่งครัดนัก ท่านบอกว่า มันไม่ได้ครึ่งหนึ่งของหลวงปู่มั่นหรอก แล้วเวลาว่าเคร่งครัดนัก เข้มงวดนัก มันเหมือนว่าจะอวดตัวอวดตนว่าดีกว่าคนอื่นไง ใครจะติเตียน ท่านบอกท่านไม่สนใจ เพราะว่าไม่ได้อุตริคิดขึ้นมาเอง
เวลาอยู่กับหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านฝึกหัดปฏิบัติมา เราได้สืบทอดมา เราได้เห็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่เป็นจริงเป็นจัง แล้วท่านอยู่ในป่าในเขา ท่านฝึกหัดทำข้อวัตรปฏิบัติให้มันติดหัวใจของผู้ที่ไร้สาระ ผู้ที่เข้าไปฝึกฝน ให้มันติดหัวใจคือมันได้เห็นแนวทางที่มันจะทำ
แล้วตาขยิบไหม เวลาเห็นแล้ว โอ้โฮ! ชื่นชม มันน่าเคารพบูชา
เวลาจะทำ เล่นละคร พอมีสังคมขึ้นมาล่ะ แหม! ข้อวัตรปฏิบัติ พอเขากลับไปแล้วนอนกระดิกเท้าเลย
เวลากิเลสมันขยิบตานั่นน่ะ มันไม่ซื่อสัตย์ แล้วมันจะเอาความจริงมาจากไหน การภาวนา ภาวนาอย่างไร การภาวนามีเบื้องหน้าเบื้องหลังไหม
ถ้ามีเบื้องหน้า เหรียญมี ๒ ด้าน แต่สัมมาสมาธิหนึ่งเดียว จิตสงบ ตัวจิตเป็นหนึ่ง ไม่มีเบื้องหน้า ไม่มีเบื้องหลัง แล้วถ้าไม่มีเบื้องหน้า ไม่มีเบื้องหลัง มันทำมาอย่างไร นี่ไง จิตเป็นอย่างไร ถ้าจิตเป็น เป็นเพราะอะไร เอ็งทำอย่างไรถึงเป็นอย่างนี้
มันไม่มีที่มาที่ไปเลย มันว่างๆ ว่างๆ ผมบรรลุธรรม ผมบรรลุธรรม แล้วบรรลุธรรม แล้วพวกเราบรรลุหมดเลย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านขี้ทุกข์ขี้ยาก เราไม่เอาแบบนั้น แบบนั้นมันขี้ทุกข์ขี้ยาก ไอ้ของเราบรรลุธรรม นอนหลับเพ้อเจ้อเพ้อฝันบรรลุหมดเลย เพราะอะไร เพราะเป็นพระกรรมฐาน เป็นลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น แต่ข้อวัตรโยนทิ้งหมดเลย
นี่ไง เวลากิเลสมันขยิบตาไง ขยิบตาหลอกตัวเองไง หลอกตัวเองว่าเขาไม่รู้
เพราะเราเคยอยู่กับหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เคยอยู่กับหลวงตาพระมหาบัวมาทั้งนั้นน่ะ ใครๆ ก็เห็นภาพ เราก็อยู่กับครูบาอาจารย์มาทั้งนั้นน่ะ นี่ไง เขาจะรู้ได้อย่างไร เขาเห็นสังคม เห็นรูปแบบว่าเราได้อยู่มาจริงๆ แต่พฤติกรรมล่ะ ทำจริงหรือเปล่า
เพราะทำไม่จริง เพราะอะไรล่ะ นี่ไง กิเลสมันขยิบตา ขยิบตาว่า จะไม่มีใครรู้ เราเป็นลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เป็นลูกศิษย์หลวงตาพระมหาบัว
หลวงปู่มั่นท่านพูดเอง ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง
ไอ้พวกที่เดินตามๆ พยายามค้นคว้าหากิเลสที่มันจะขยิบตา ที่มันจะท้อแท้ ที่มันจะอ่อนแอ ที่มันจะล้มเหลว ที่มันจะจับพลัดจับผลู ที่มันจะไม่ได้สิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันเลย
การเกิดเป็นมนุษย์นี้แสนยาก เป็นแต่ว่าเพราะเราได้มีบุญมีกุศลกันมา เราถึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์แล้วใน ๗,๐๐๐ ล้าน สนใจในพระพุทธศาสนาเท่าไร แล้วผู้ที่สนใจในพระพุทธศาสนา เวลาจะบวช เห็นคนมาบวชไหม จะเอาอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้ จะเอาอย่างนั้น จะเอาอย่างที่สุขที่สบาย จะเอาอย่างที่พอทนได้ แล้วเวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมามีกี่องค์ แล้วเวลาปฏิบัติขึ้นมาเหลือเท่าไร แล้วทำสมาธิได้นะ นับหัวได้เลยละ ยิ่งภาวนาได้ จบครับ
ถ้าภาวนาเป็นนะ สิ่งที่ในข้อวัตรปฏิบัติ สิ่งที่เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะสิ่งนี้เป็นการหล่อหลอมจากปุถุชนคนหนาเป็นกัลยาณชน จากกัลยาณชน ถ้ามีวาสนานะ ทำความสงบของใจของตนเองได้ สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน แค่ทำสมาธิได้ๆ นะ มันจะซาบซึ้งมาก โอ้! เคารพนะ แล้วเชื่อ แล้วลงใจในพระพุทธศาสนาเลยล่ะ เพราะอะไร ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ปุถุชนคนหนา คนทั่วไปผู้หลับใหล กิเลสขี่หัว กิเลสย่ำยี ไม่รู้จัก อย่าว่าแต่กิเลสมันขยิบตาเลย ไอ้นี่กิเลสมันขี่คอ กิเลสมันขี่คอ มันขยำ มันย่ำยีนะ ไม่รู้จัก เพราะตัณหาความทะยานอยาก ไหลไปตามกับพญามาร มารมันข่มขี่ มารมันย่ำยี
การย่ำยีมันของมันคือบอกว่า เราเกิดมาประเสริฐ เราเกิดมาเราเป็นยอดคน เราเกิดมาเรามีความสุข เราเกิดมาเราสมความปรารถนาทั้งนั้น
นี่ไง ความย่ำยีของมันคือการย่ำยีแบบเป่าก้นน่ะ เป่าตูดให้ตัวพอง ยอดคน คนมหัศจรรย์นั่นน่ะ
แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะจะเป็นกษัตริย์นะน่ะ ไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มันต้องมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
ถ้าอยู่ในราชวังจะเป็นกษัตริย์ เป็นกษัตริย์ เป็นผู้ปกครองประชาชนมากมายมหาศาล เวลาออกประพฤติปฏิบัติออกไปองค์เดียว แต่มีปัญจวัคคีย์เป็นผู้อุปัฏฐาก เพราะคนที่เขาใฝ่ดี เห็นไหม นับหัวสิ นับหัวที่ว่าคนจริงคนจังมีกี่คน คนทั้งแว่นแคว้น นัดกันว่า เจ้าชายสิทธัตถะออกประพฤติปฏิบัติ จะตามกันไปนะ เป็นพันเป็นหมื่นนะ นับไปนับมาเหลือ ๕ อุปัฏฐากอยู่ ๖ ปี
เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจเจ้าชายสิทธัตถะไง วันวิสาขบูชา เกิดในวิสาขบูชา ตรัสรู้ในวิสาขบูชา ปรินิพพานในวิสาขบูชา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจัง นี่ชำระล้างกิเลสไง
ไอ้ที่มันขยิบตา ที่มันหลอกมันล่อ มันปลิ้นมันปล้อน มันพลิกมันแพลงในหัวใจทั้งนั้นน่ะ ยอดเยี่ยม จะเป็นกษัตริย์อยู่แล้ว สมบัติสาธารณะทางโลกยิ่งใหญ่ขนาดไหน ทิ้งมันไป เวลาทิ้งมันไปแล้วออกไปประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เป็นนักพรตขึ้นมา
ไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย แล้วเห็นนักพรตไง ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไง เราจะพ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยการประพฤติปฏิบัติไง เวลาปฏิบัติเอาจริงเอาจังขึ้นมาในหัวใจของเจ้าชายสิทธัตถะ ๖ ปี ๖ ปีพิสูจน์ โลกนี้เขามีทฤษฎีอย่างไร เขามีการกระทำอย่างไรที่ว่ายอดเยี่ยม ที่ว่าเป็นศาสดา ไปพิสูจน์หมดแล้ว ไม่มี
เพราะกิเลสมันขยิบตาไง ยอดเยี่ยม เชน ชีเปลือย ไม่ติดอะไรเลย ภิกษุในพระพุทธศาสนาผ้า ๓ ผืน ของเขาไม่มีอะไรเลย เขาไม่ติด ไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่า นี่เวลากิเลสมันขยิบตาไง เพราะอะไร
เพราะพระในพระพุทธศาสนายังห่มจีวร ยังมีความละอาย มีความละอายการเปลือยกาย มันไม่เป็นสมณสารูปไง นี่ไง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง นี่ไง กันยุง กันเหลือบ กันริ้น กันไร กันความหนาว ห่มจีวร ผ้าธงชัยพระอรหันต์
เราก็ห่มเหมือนกัน เราก็ประพฤติปฏิบัติเหมือนกัน เราก็ปฏิบัติเหมือนกัน
ถ้าเป็นทางโลก ปากว่า ตาขยิบ บวชเป็นพระ เป็นนักรบจะรบกับกิเลส ไพล่ไปรบกับโลกธรรม ๘ โลกามิส
จะรบกับเขา เวลากิเลสมันขยิบตานะ อยากจะมียศถาบรรดาศักดิ์ อยากจะให้คนชื่นชมบูชา อยากให้เขานับถือ
ในพระพุทธศาสนานะ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์บุคคล ๔ คู่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค ๔ ผล ๔ อริยสัจมันมีคุณค่าน้อยกว่ายศถาบรรดาศักดิ์หรือ มันมีค่าน้อยกว่าสิ่งที่โลกธรรม ๘ หรือ ถ้าเอ็งมีจริง ถ้าไม่ปากว่า ตาขยิบ
กิเลสมันยิ่งขยิบตา มันยิ่ง ๒ ชั้น ๓ ชั้นน่ะ เขาได้ยศถาบรรดาศักดิ์ต่ำเหน่งเดียว เราได้ ๒ เขาได้ ๒ เราได้ ๔ นี่ไง เวลากิเลสมันขยิบตานะ หลงจนไม่รู้สึกตัว มันผิดพลาด สิ่งนั้นในธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โลกธรรม ๘ โมฆบุรุษเห็นลาภเห็นสักการะ ตาแวววาวเชียว
เวลาพระกรรมฐาน เห็นไหม นู่นเรือนว่าง นู่นถ้ำเงื้อมผา ไม่ไป ไม่ไป โอ๋ย! วิเวก โอ๋ย! น่ากลัว
นี่ไง เวลากิเลสมันขยิบตาไง เวลาสังคม โอ้โฮ! ชื่นชมพระกรรมฐานนะ
พระกรรมฐานจะไปต่อแถวกันนั่นน่ะ
โมฆบุรุษตายเพราะลาภ โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ
เวลากิเลสมันขยิบตา มันไปอย่างนั้นหมดล่ะ
เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา เริ่มต้นขึ้นมาทุกคนมันก็ทุกข์ยากทั้งนั้นน่ะ คนทำงานไม่เป็นมันก็ต้องฝึกงาน เวลาฝึกฝนขึ้นมาไง ให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้ามันสงบตัวเข้ามามันสงบอย่างไร ไอ้ที่ว่ามันรู้มันเห็นอะไร ส่งออกทั้งนั้นน่ะ
สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาอย่างใดที่มันจะเป็นอาวุธ ปัญญาอย่างใดที่มันจะเป็นคมกล้าที่มันจะชำระกิเลสได้
สุตมยปัญญา ก็ศึกษาเล่าเรียนกันมาทั้งนั้นน่ะ ผลของวัฏฏะ มีการศึกษา มีการค้นคว้าทั้งนั้นน่ะ แล้วปัญญาอะไร ปัญญาในวัฏฏะนี่ไง ปัญญาที่สืบต่อกันมานี่ไง ปัญญาที่ศึกษาค้นคว้ากันอยู่นี่ไง แล้วจินตมยปัญญาก็ โอ้โฮ! มหัศจรรย์ ตื่นเต้นไปกับมันนะ ไม่เป็นหรอก
ถ้าเกิดภาวนามยปัญญา เวลามันรู้เท่าทัน มันปล่อยวางชั่วคราว มันยังชั่วคราวเลย ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา สมุจเฉทปหาน ดับ ดั่งแขนขาด
ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เวลาท่านเน้นไว้ๆ แต่คนที่ไม่รู้ไม่เห็นมันไม่รู้จักความเป็นจริงไง
ดั่งแขนขาด มันต้องมีสิ่งใดขาด ขาดออกไปจากจิตของตน มันต้องมีสิ่งใดที่มันชำระล้าง มันถึงจะเป็นมรรค ๔ ผล ๔ ไง มันถึงจะเป็นวิปัสสนาไง
ถ้าวิปัสสนา สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนาคือมันรู้แจ้งแทงตลอดกิเลสในใจของตน เวลามันชั่วคราวๆ มันเท่าทันของมัน ตทังคปหานมันปล่อยวางชั่วคราวๆ
แล้วถ้ามันเป็นจริงล่ะ แล้วถ้ามันเป็นโลกล่ะ
เป็นโลก นี่ไง เวลาธรรมเกิดๆ เวลาส้มหล่น เวลามันฟลุก เวลาภาวนาไป วูบ ฟลุกสักทีหนึ่ง แหม! ชื่นบาน บรรลุธรรม
กิเลสมันขยิบตาแล้วนะน่ะ ไม่รู้ตัวหรอก ครูบาอาจารย์ท่านรู้
เพราะพวกนี้ไม่รู้จักกิเลส ไม่เคยเห็นกิเลส แล้วกิเลสมันน่ากลัวขนาดไหน
เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ เราเผชิญหน้ากับมัน เราพิจารณากับมัน เวลาปัญญามันเกิด เวลาปัญญามันแก่กล้า เวลาดูกิเลสมันหลบหลีกสิ ไม่รู้ ไม่ทันอีก กิเลสมันขยิบตา มันหลอกด้วยนู่นๆ ไปนู่น ไปนู่นแล้ว ถลำไปเลย กิเลสมันยิ้ม ไปแล้ว ไถลไปนู่น หัวขมำไปนู่นแล้ว
คนภาวนาเขารู้เล่ห์รู้เหลี่ยม รู้การกระทำของกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วถ้ารู้เท่ารู้ทันไง รู้เท่ารู้ทันมันก็ฝึกหัดปฏิบัติของตนให้มันเข้มแข็งและแก่กล้าขึ้น นี้คือภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา ปัญญาเกิดจากจิต จิตที่สงบแล้วฝึกหัดใช้ปัญญา
มีคนภาวนาไม่เป็นมากมายมหาศาล กิเลสมันขยิบตานะ ทำสมาธิแล้วปัญญามันจะเกิดเอง ปัญญามันจะเกิดพร้อมกับความสงบนี้เลย
ไอ้พวกเหลวไหลได้ยินแล้วปลื้มใจไง เพราะอะไร กูก็ทำได้อย่างนี้ ถ้าทำอย่างนี้แล้ว โอ้โฮ! กูประสบความสำเร็จแล้วล่ะ
มันเป็นเรื่องไร้สาระ เหลวไหล เพราะไม่มีวาสนา
ถ้ามีวาสนานะ เราก็เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาเหมือนกัน พระพุทธศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญโดยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เจริญโดยครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัติมา เราก็ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมของท่านเหมือนกัน
แล้วเวลาฟังเทศน์ฟังธรรมขึ้นมา หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ประจำ อยู่ในเทปเยอะแยะเลย ไอ้พวกที่บอกว่า ทำสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดเอง พวกนั้นภาวนาไม่เป็น
หลวงตาก็พูดชัดๆ อยู่ในเทปนั่นแหละ ทำไมเอ็งไม่เอะใจบ้างเลยวะ
ถ้าเป็นเรานะ ท่านก็พูดชัดๆ ในเทปเยอะแยะไปว่า มีการภาวนาที่บอกว่าไอ้พวกทำสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดเอง ปัญญาจะเกิดเอง มันเป็นไปไม่ได้หรอก ถ้ามันเป็นไปได้ ทำไมผมติดสมาธิตั้ง ๕ ปี แล้วติดสมาธิ ถ้าไม่มีหลวงปู่มั่นชักลากออกมา ไม่มีหลวงปู่มั่นสับยำ แล้วผมจะมาอย่างนี้ได้อย่างไร
แล้วถ้าสมาธิจะเกิดเอง มันต้องเกิดแล้ว แล้วถ้าเกิดแล้ว ผมจะเถียงหลวงปู่มั่นเต็มที่เลย หลวงปู่มั่นสอนผิดๆ ผมนี่เก่งกว่าหลวงปู่มั่นเลย
ไอ้นี่หลวงปู่มั่นสับแล้วสับอีก สับแล้วสับอีก กว่าจะออกมาได้ ๕ ปี เวลาออกมา เออ! สมาธิมันเป็นอย่างนั้น นี่มันออกปัญญาแล้ว ปัญญาจะเป็นอย่างนี้ แต่ปัญญาต้องมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน สมถกรรมฐาน
เวลามันเตลิดเปิดเปิงเพราะอะไร เพราะติดในสมาธิ ๕ ปี มันเข็ด เวลาติดสมาธิก็ว่านั่นน่ะสมาธิคือนิพพาน เวลามันออกแล้ว เพราะสมาธิทำให้เราติดหลงใหลมา ๕ ปี มันเสียเวลามาก เวลาใช้ปัญญาก็เตลิดเปิดเปิงไปเลย
ท่านบอก นั่นสมบัติบ้า
เห็นไหม ใช้ปัญญาอย่างเดียวก็ไม่ใช่ ใช้สมาธิ ติดในสมาธิโดยที่ไม่ต้องทำสิ่งใดเลย ก็ไม่ใช่ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาคือมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ
ดำริชอบ ชอบในสถานะของอะไร
ปุถุชนคนหนาก็ต้องชอบในการทำความสงบของใจเข้ามา เป็นกัลยาณชน กัลยาณชนแล้วถ้าฝึกหัด ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกิเลสตามความเป็นจริง มันจะยกขึ้นสู่บุคคลคู่ที่ ๑ แล้วคู่ที่ ๑ ทำสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดเองๆ ทำไมต้องยกขึ้นล่ะ สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐาน
วิปัสสนากรรมฐานคือรู้แทงทะลุ รู้แจ้งแทงตลอดกิเลสในใจของตน
แล้วรู้แจ้งแทงตลอด รู้แจ้งด้วยอะไร
ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ถ้ามันชอบธรรมมันก็จะรู้แจ้ง ถ้ามันไม่ชอบธรรมนะ ขยิบตาเลย บรรลุธรรม บรรลุแล้ว บรรลุด้วยความสะดวกสบาย ไอ้พวกนั้นไอ้พวกขี้กลาก ขี้ทุกข์ขี้ยาก สู้เราไม่ได้
เราไหนล่ะ เราก็มารไง เราก็อยู่ในวงจรของกิเลสทั้งหมดไง เพราะที่เราเกิด เราก็เกิดมาจากกิเลสไง คนที่เกิดมีอวิชชา มีพญามาร มีกิเลสอยู่ในใจอยู่แล้ว แล้วถ้าพวกเราก็พวกกิเลสไง ก็มันมีอยู่แล้วไง
แต่พวกธรรม พวกธรรม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประพฤติปฏิบัติมาขนาดไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล็งญาณเลยนะ ผู้มีวาสนาอายุสั้น เอาคนนั้นก่อน จนไม่มีเวล่ำเวลาที่จะรื้อสัตว์ขนสัตว์
ที่มีวาสนาคือ เขามีวาสนา เขาเข้าใจในธรรมะนั้นได้
ไม่มีวาสนานะ ไปไหนมา สามวาสองศอก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินสวนกัน เริ่มต้นจากมีฆราวาสสองคนที่เดินสวนพระพุทธเจ้า บวชกับใคร
เราตรัสรู้เองโดยชอบ
เขาไม่เชื่อ เขาเดินสวนกับพระพุทธเจ้า เขาไม่เชื่อพระพุทธเจ้าเลย เพราะเขาไม่มีวาสนา
แต่คนมีวาสนานะ อนาถบิณฑิกเศรษฐีไปเยี่ยมเพื่อน เห็นเพื่อนทำอาหารมากมาย
“นี่มีอะไรกัน มีงานอะไร”
“อ้าว! องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดแล้วไม่รู้หรือ ตรัสรู้แล้ว นิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาฉัน”
ขนาดคำว่า “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธะเกิดแล้ว” เท่านั้นน่ะ เขานอนไม่ได้เลย เขาต้องไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้ เขาทั้งคืนตื่นตลอดเวลา
ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วนิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปโปรดสัตว์ที่บ้านของตน ซื้อสวนเจ้าเชตุถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เห็นไหม คนมีวาสนากับคนไม่มีวาสนาแตกต่างกัน
ถ้ามีวาสนา มันเข้าใจ มันเห็นใจ มันยอมรับ แล้วชื่นชม
ไอ้ไม่มีวาสนา กิเลสมันขยิบตา
เหมือนกัน พบเห็นเหมือนกัน ฟังเหมือนกัน มันไม่สนใจ กิเลสมันขยิบตา มันเชื่อความเห็นของมัน มันเชื่อกิเลสของมัน เพราะความเชื่อกิเลสของมันคือกิเลสมันยิ่งใหญ่ กิเลสมันเหยียบย่ำ กิเลสมันทำลาย
วาสนาของคนไง ฉะนั้น กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา วาสนาเกิดจากอะไร เกิดจากการกระทำ ถ้าจิตใจมันดื้อ จิตใจมันด้าน จิตใจมันไม่เอาไหน มันคิดว่ามันยอดเยี่ยม กิเลสมันขยิบตา ยอดเยี่ยม ว่างเปล่า รู้แจ้ง รู้ดีกว่าหลวงปู่มั่น รู้ดีเกินองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย กิเลสมันขยิบตาน่ะ นั้นมันกรรมของสัตว์
แล้ววาสนามันอยู่ที่ไหนล่ะ
อ้าว! ก็เดินจงกรมสิ นั่งสมาธิสิ
อริยสัจเป็นอย่างไรล่ะ
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์
กิเลสเป็นอย่างไรล่ะ เห็นไหม
ไม่รู้จัก เพราะกิเลสมันข่มขี่เหยียบย่ำทำลาย มันก็กิเลสพาไปไง
แต่ถ้าเป็นลูกศิษย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอำนาจวาสนา ทำความสงบของใจเข้ามา พอมันยกขึ้นสู่วิปัสสนา คำว่า “ยกขึ้นสู่วิปัสสนา” คือมันเห็นร่องเห็นรอยของกิเลส พอมันเห็นนะ เอ้อเหอ! เจอแล้วล่ะ ไอ้ที่มันคอยหลอกคอยล่อ ที่มันขยิบตา ที่มันพาเราหลงเราใหล มันเป็นอย่างนี้เอง
จะฟังชื่อกิเลสมาขนาดไหน เรียนธรรมวินัยจนจบ ๙ ประโยค นั่นชื่อทั้งนั้น ไม่มีใครเคยเห็น ผู้ที่ปฏิบัตินะ พระปฏิบัติทำสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดเอง ก็ไม่เห็นไง มันถึงจะเกิดเองไง ถ้ามันเห็น มันจะเกิดเองได้อย่างไร
ถ้ามันเห็นจริงนะ ถ้ามันเห็นกิเลส มันก็รู้กิเลสไง แล้วรู้กิเลสแล้วก็สู้กิเลสไม่ได้ด้วย รู้ แต่ยอมแพ้ รู้ ให้มันขยิบตาไง แค่นี้พอ แค่นี้บรรลุธรรม แค่นี้เสร็จ แค่นี้ใช้ได้
ปฏิบัติบูชากิเลสไง
เวลาหลวงตาท่านพูดไง ปฏิบัติพอเป็นพิธี แล้วก็ปฏิบัติบูชากิเลส ไม่ได้ปฏิบัติบูชาธรรม
ปฏิบัติบูชาธรรม ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มัคโค ทางอันเอกในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา มันทำไม่ได้ มันไม่มีวาสนา มันให้กิเลสขยิบตา พอกิเลสมันขยิบตา มันพลิกเลย บูชากิเลสไง ปฏิบัติธรรมต้องสบายๆ ปฏิบัติธรรมต้องมีความสุข
มีความสุขก็โมฆบุรุษตายเพราะลาภไง โฆษณาชวนเชื่อ ปฏิบัติพอเป็นพิธี ให้ญาติโยมเข้ามายกย่องสรรเสริญ
ปฏิบัติบูชาธรรมนะ การคลุกคลี การเสียโอกาสในการกระทำ วินาที เวลาสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ชีวิตมนุษย์เกิดมาแล้วมีการขยันหมั่นเพียร หลบหลีกหลีกเร้นเพื่อความสงบระงับของตน นี่การปฏิบัติบูชาธรรม
ปฏิบัติบูชากิเลส บวชเป็นพระแล้วนะ เป็นลูกศิษย์กรรมฐาน กำลังจะประพฤติปฏิบัติแล้วนะ ทางจงกรมยังไม่มีใครปรับให้เลย จะออกธุงค์ก็ยังไม่มีบาตร ไม่มีกลดเลย ใครจะส่งเสริมบ้าง เดินจงกรมทีหนึ่งโยมจะได้บุญเยอะที่สุดเลยนะ ก้าวขาข้างหนึ่ง บุญกุศลจะท่วมบ้านท่วมเมืองโยมเลยนะ
ปฏิบัติบูชากิเลส ให้กิเลสมันพลิกมันแพลงไง นี่ไง กิเลสขยิบตา กิเลสขยิบตานะ ตายหมด ล้มเหลว ล้มเหลวไม่ใช่ใครล้มเหลวหรอก ล้มเหลวคือจิตดวงนั้น
จิตดวงนั้นเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ การเกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์ การเกิดในกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง คือโอกาสและจังหวะเหมาะสมมากๆ
แต่เราพ่ายแพ้ ปฏิบัติบูชากิเลส ขณะที่ปฏิบัติ กิเลสก็ขยิบตาแล้วขยิบตาอีกไง ล่อลวง หลอกล่อ พลิกแพลง พาให้เหลวไหล พาให้ยอมจำนนอยู่กับมัน การปฏิบัติบูชากิเลส นี้เป็นการปฏิบัติหรือ
การปฏิบัติแบบนี้ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านบอก ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง
แซงหน้าแซงหลังคือไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน แต่กิเลสมันขยิบตา กิเลสมันพอใจ แล้วเราก็บูชามัน บูชาด้วยความเป็นโมฆบุรุษ โมฆะคือว่างเปล่า ไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีสมณสารูป ไม่มีสติปัญญาที่ฝึกหัดได้การกระทำมา
คนที่มีสติมีปัญญา เขามีข้อวัตรปฏิบัติ เขามีแบบมีแผน เขามีการอบรมบ่มเพาะ เขามีการกระทำของเขา มันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง เพราะอะไร เพราะเขามีสติเขามีปัญญา เขาถึงเท่าทันกิเลสไง เขาไม่ต้องการให้กิเลสขยิบตา แล้วเขาไม่ปฏิบัติบูชากิเลส เอวัง